ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ E-commerce: ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ และมีอะไรที่ควรรู้ก่อนเริ่มทำ
การทำเว็บไซต์ E-commerce หรือเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการขายสินค้าเอง สร้างแบรนด์ของตัวเอง และไม่ต้องพึ่งพา Marketplace เพียงอย่างเดียว เพราะเว็บไซต์ E-commerce ช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมหน้าร้านออนไลน์ ข้อมูลลูกค้า ระบบสั่งซื้อ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างเต็มที่
แต่คำถามที่เจ้าของธุรกิจมักสงสัยคือ ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ E-commerce เท่าไหร่ และราคานี้รวมอะไรบ้าง?
โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ E-commerce จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จำนวนสินค้า ระบบชำระเงิน ระบบขนส่ง รูปแบบดีไซน์ ระบบสมาชิก ฟีเจอร์หลังบ้าน และการดูแลหลังส่งมอบ
เว็บไซต์ E-commerce คืออะไร
เว็บไซต์ E-commerce คือเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อขายสินค้าออนไลน์โดยเฉพาะ ลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกสินค้า ดูรายละเอียดสินค้า เพิ่มสินค้าลงตะกร้า สั่งซื้อ ชำระเงิน และติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้
เว็บไซต์ E-commerce ที่ดีควรมีมากกว่าหน้าสินค้า เพราะต้องช่วยให้ทั้งลูกค้าและเจ้าของร้านใช้งานได้สะดวก เช่น
- หน้าแสดงสินค้า
- ระบบหมวดหมู่สินค้า
- ระบบตะกร้าสินค้า
- ระบบสั่งซื้อสินค้า
- ระบบชำระเงิน
- ระบบจัดการคำสั่งซื้อ
- ระบบจัดการสินค้า
- ระบบสมาชิก
- ระบบคูปองหรือโปรโมชั่น
- ระบบแจ้งเตือนคำสั่งซื้อ
- ระบบหลังบ้านสำหรับผู้ดูแล
ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของเว็บไซต์ E-commerce จึงมักสูงกว่าเว็บไซต์บริษัททั่วไป เพราะมีระบบการทำงานที่ซับซ้อนกว่า
ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ E-commerce เริ่มต้นเท่าไหร่
โดยทั่วไป เว็บไซต์ E-commerce แบบมาตรฐานมีราคาเริ่มต้นประมาณ
เริ่มต้น 45,000 บาท
ราคานี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์พื้นฐานครบ ใช้งานได้จริง และสามารถจัดการสินค้า คำสั่งซื้อ และข้อมูลลูกค้าได้
อย่างไรก็ตาม ราคาจริงอาจเพิ่มขึ้นตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ เช่น จำนวนหน้าที่ต้องออกแบบ จำนวนสินค้า ฟีเจอร์พิเศษ ระบบชำระเงิน ระบบขนส่ง หรือการเชื่อมต่อกับระบบภายนอก
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ E-commerce
1. จำนวนสินค้าและหมวดหมู่สินค้า
หากเว็บไซต์มีสินค้าจำนวนไม่มาก เช่น 20–50 รายการ โครงสร้างเว็บไซต์จะไม่ซับซ้อนมาก แต่ถ้ามีสินค้าหลายร้อยหรือหลายพันรายการ จำเป็นต้องวางระบบหมวดหมู่ ตัวกรองสินค้า ระบบค้นหา และการจัดการข้อมูลให้ดีขึ้น
จำนวนสินค้าที่มากขึ้นอาจส่งผลต่อ
- การออกแบบโครงสร้างสินค้า
- การนำเข้าสินค้า
- การจัดหมวดหมู่
- ระบบค้นหาและตัวกรอง
- ความเร็วเว็บไซต์
- การจัดการหลังบ้าน
ยิ่งสินค้ามีรายละเอียดเยอะ ราคาก็อาจสูงขึ้นตามความซับซ้อนของระบบ
2. รูปแบบการออกแบบเว็บไซต์
เว็บไซต์ E-commerce สามารถออกแบบได้หลายระดับ ตั้งแต่การใช้ Template ปรับแต่ง ไปจนถึงการออกแบบ UX/UI ใหม่ทั้งหมด
ถ้าใช้ดีไซน์พื้นฐาน ค่าใช้จ่ายจะไม่สูงมาก แต่ถ้าต้องการเว็บไซต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ มี Layout พิเศษ มี Animation หรือออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้เฉพาะทาง ราคาก็จะเพิ่มขึ้น
สิ่งที่มีผลต่อราคาด้านดีไซน์ เช่น
- ออกแบบหน้าแรก
- ออกแบบหน้าสินค้า
- ออกแบบหน้ารายละเอียดสินค้า
- ออกแบบหน้าตะกร้าสินค้า
- ออกแบบหน้าชำระเงิน
- ออกแบบหน้าโปรโมชั่น
- ออกแบบบนมือถือและแท็บเล็ต
เว็บไซต์ขายของที่ดีไม่ควรสวยอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้ง่ายที่สุด
3. ระบบชำระเงิน
ระบบชำระเงินเป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์ E-commerce เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับประสบการณ์การซื้อสินค้าและความน่าเชื่อถือของร้านค้า
ตัวอย่างระบบชำระเงินที่สามารถใช้งานได้ เช่น
- โอนเงินผ่านธนาคาร
- แนบสลิปชำระเงิน
- QR Payment
- บัตรเครดิต / บัตรเดบิต
- Payment Gateway
- เก็บเงินปลายทาง
- เชื่อมต่อระบบชำระเงินภายนอก
หากเป็นระบบโอนเงินหรือแนบสลิป ค่าใช้จ่ายจะไม่สูงมาก แต่ถ้าต้องเชื่อมต่อ Payment Gateway อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งในส่วนของการพัฒนาและค่าบริการจากผู้ให้บริการชำระเงิน
4. ระบบขนส่งและจัดส่งสินค้า
เว็บไซต์ E-commerce บางธุรกิจต้องการระบบคำนวณค่าขนส่งอัตโนมัติ หรือเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการขนส่ง เช่น การคำนวณตามน้ำหนัก พื้นที่ หรือจำนวนสินค้า
ระบบขนส่งที่อาจมีผลต่อราคา เช่น
- ค่าจัดส่งแบบคงที่
- ค่าจัดส่งตามน้ำหนัก
- ค่าจัดส่งตามยอดสั่งซื้อ
- ส่งฟรีเมื่อครบยอดที่กำหนด
- เชื่อมต่อบริษัทขนส่ง
- ระบบติดตามพัสดุ
- พิมพ์ใบจัดส่ง
หากต้องการเพียงตั้งค่าขนส่งพื้นฐาน ราคาจะไม่สูงมาก แต่ถ้าต้องเชื่อมต่อ API กับระบบขนส่ง ราคาจะเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อน
5. ระบบสมาชิกและข้อมูลลูกค้า
เว็บไซต์ E-commerce ที่มีระบบสมาชิกจะช่วยให้ลูกค้าสามารถสมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ ดูประวัติคำสั่งซื้อ แก้ไขข้อมูลส่วนตัว และสั่งซื้อซ้ำได้ง่ายขึ้น
ฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น
- สมัครสมาชิก
- เข้าสู่ระบบ
- ลืมรหัสผ่าน
- ประวัติคำสั่งซื้อ
- รายการโปรด
- ที่อยู่จัดส่งหลายรายการ
- คะแนนสะสม
- ระดับสมาชิก
- คูปองเฉพาะสมาชิก
หากต้องการระบบสมาชิกพื้นฐาน ค่าใช้จ่ายจะไม่สูงมาก แต่ถ้าต้องการระบบสะสมแต้ม ระบบระดับสมาชิก หรือระบบสิทธิพิเศษ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
6. ระบบโปรโมชั่นและคูปอง
ระบบโปรโมชั่นช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น เว็บไซต์ E-commerce หลายแห่งจึงต้องการฟีเจอร์นี้ตั้งแต่เริ่มต้น
ตัวอย่างโปรโมชั่น เช่น
- คูปองส่วนลด
- ส่วนลดตามยอดสั่งซื้อ
- ซื้อครบจำนวนรับส่วนลด
- ส่งฟรีเมื่อครบยอด
- Flash Sale
- Bundle Set
- ซื้อ 1 แถม 1
- ส่วนลดเฉพาะสมาชิก
ระบบโปรโมชั่นพื้นฐานมักรวมอยู่ในแพลตฟอร์ม E-commerce หลายระบบ แต่ถ้าเป็นเงื่อนไขเฉพาะทางหรือซับซ้อน อาจต้องพัฒนาเพิ่มเติม
7. ระบบหลังบ้านสำหรับผู้ดูแล
ระบบหลังบ้านคือส่วนที่เจ้าของร้านใช้จัดการเว็บไซต์ เช่น เพิ่มสินค้า แก้ไขราคา จัดการสต็อก ดูคำสั่งซื้อ และอัปเดตสถานะการจัดส่ง
ระบบหลังบ้านที่ดีควรใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และช่วยลดเวลาทำงานของทีม
ฟีเจอร์หลังบ้านที่ควรมี เช่น
- จัดการสินค้า
- จัดการหมวดหมู่สินค้า
- จัดการรูปภาพสินค้า
- จัดการราคาและสต็อก
- จัดการคำสั่งซื้อ
- จัดการลูกค้า
- จัดการโปรโมชั่น
- ดูรายงานยอดขาย
- อัปเดตสถานะคำสั่งซื้อ
- จัดการเนื้อหาเว็บไซต์
ยิ่งระบบหลังบ้านมีความสามารถมาก ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาก็อาจสูงขึ้นตามไปด้วย
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ควรรู้ก่อนทำเว็บไซต์ E-commerce
นอกจากค่าพัฒนาเว็บไซต์แล้ว ธุรกิจควรเตรียมงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
1. ค่า Domain
Domain คือชื่อเว็บไซต์ เช่น yourbrand.com โดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายรายปี ขึ้นอยู่กับนามสกุลโดเมนที่เลือก เช่น .com, .net, .co.th หรือ .org
ตัวอย่างค่า Domain ต่อปีโดยประมาณ:
- .com ประมาณ 650 บาท/ปี
- .org ประมาณ 750 บาท/ปี
- .net ประมาณ 850 บาท/ปี
- .co.th ประมาณ 950 บาท/ปี
2. ค่า Hosting
Hosting คือพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลเว็บไซต์ รูปภาพสินค้า ระบบคำสั่งซื้อ และฐานข้อมูล
สำหรับเว็บไซต์ E-commerce ควรเลือก Hosting ที่มีประสิทธิภาพดี โหลดเร็ว ปลอดภัย และรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากได้
ค่า Hosting สำหรับเว็บไซต์ E-commerce อาจเริ่มต้นประมาณ:
3,500 บาท/ปี หรือมากกว่า
หากเว็บไซต์มีสินค้าจำนวนมาก มีผู้ใช้งานเยอะ หรือมีระบบที่ซับซ้อน อาจต้องใช้ VPS หรือ Server ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
3. ค่า Maintenance และดูแลระบบ
เว็บไซต์ E-commerce ควรมีการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลลูกค้า คำสั่งซื้อ การชำระเงิน และความปลอดภัย
บริการดูแลเว็บไซต์อาจครอบคลุม เช่น
- อัปเดตระบบ
- สำรองข้อมูล
- ตรวจสอบความปลอดภัย
- แก้ไขปัญหาเว็บไซต์
- ปรับปรุงความเร็ว
- เพิ่มหน้าใหม่
- อัปเดตสินค้าและเนื้อหา
- ตรวจสอบการทำงานของระบบสั่งซื้อ
ค่า Maintenance อาจคิดเป็นรายเดือนหรือรายปี ขึ้นอยู่กับขอบเขตงานที่ต้องการ
เว็บไซต์ E-commerce ราคาถูกกับเว็บไซต์คุณภาพ ต่างกันอย่างไร
หลายธุรกิจอาจเจอผู้ให้บริการทำเว็บไซต์ E-commerce ในราคาถูกมาก แต่ควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะราคาถูกอาจไม่ได้รวมสิ่งสำคัญบางอย่าง เช่น
- ไม่รองรับ SEO
- เว็บไซต์โหลดช้า
- ดีไซน์ไม่เหมาะกับแบรนด์
- ใช้งานบนมือถือไม่ดี
- ไม่มีระบบหลังบ้านที่ใช้งานง่าย
- ไม่มีการดูแลหลังส่งมอบ
- ไม่มีการวางโครงสร้างการขาย
- ต่อเติมระบบในอนาคตได้ยาก
- ไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ
เว็บไซต์ E-commerce คือระบบที่เกี่ยวข้องกับยอดขายและข้อมูลลูกค้า ดังนั้นควรเลือกผู้พัฒนาที่เข้าใจทั้งด้านธุรกิจ การออกแบบ และเทคนิค ไม่ใช่ดูแค่ราคาถูกที่สุด
ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับเว็บไซต์ E-commerce
เว็บไซต์ E-commerce เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการขายสินค้าออนไลน์และสร้างช่องทางขายของตัวเอง เช่น
- ร้านค้าออนไลน์
- แบรนด์สินค้า
- ธุรกิจความงาม
- อาหารเสริม
- สินค้าแฟชั่น
- อุปกรณ์ไอที
- เครื่องใช้ในบ้าน
- สินค้าอุตสาหกรรม
- อะไหล่และอุปกรณ์เฉพาะทาง
- ธุรกิจ B2B ที่ต้องการระบบสั่งซื้อ
หากธุรกิจของคุณต้องการสร้างฐานลูกค้าของตัวเอง ลดการพึ่งพา Marketplace และต้องการควบคุมประสบการณ์การซื้อขาย เว็บไซต์ E-commerce เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว
ควรเตรียมอะไรบ้างก่อนเริ่มทำเว็บไซต์ E-commerce
ก่อนเริ่มทำเว็บไซต์ ควรเตรียมข้อมูลให้พร้อม เพื่อให้ทีมพัฒนาสามารถประเมินราคาและวางแผนงานได้แม่นยำขึ้น
สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่
- ชื่อแบรนด์
- โลโก้
- ข้อมูลบริษัท
- รายละเอียดสินค้า
- รูปภาพสินค้า
- หมวดหมู่สินค้า
- ราคาสินค้า
- เงื่อนไขการจัดส่ง
- วิธีชำระเงิน
- นโยบายคืนสินค้า
- ข้อมูลติดต่อ
- ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ชอบ
- ฟีเจอร์ที่ต้องการ
การเตรียมข้อมูลครบตั้งแต่ต้นจะช่วยลดเวลาในการทำงาน และทำให้เว็บไซต์เสร็จได้เร็วขึ้น
สรุปค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ E-commerce
ค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ E-commerce โดยทั่วไปเริ่มต้นประมาณ 45,000 บาท สำหรับเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ที่มีระบบพื้นฐาน เช่น หน้าสินค้า ตะกร้าสินค้า ระบบสั่งซื้อ ระบบจัดการสินค้า และระบบหลังบ้าน
แต่ราคาจริงอาจเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อน เช่น จำนวนสินค้า ดีไซน์เฉพาะ ระบบชำระเงิน ระบบขนส่ง ระบบสมาชิก ระบบโปรโมชั่น และการเชื่อมต่อระบบภายนอก
หากคุณต้องการเว็บไซต์ E-commerce ที่ใช้งานได้จริง โหลดเร็ว รองรับมือถือ รองรับ SEO และสามารถต่อยอดธุรกิจในอนาคตได้ ควรเลือกผู้ให้บริการที่เข้าใจทั้งการออกแบบ เว็บไซต์ ระบบหลังบ้าน และเป้าหมายทางธุรกิจ
ให้ Zairosoft ช่วยวางแผนเว็บไซต์ E-commerce ของคุณ
หากคุณกำลังมองหาทีมพัฒนาเว็บไซต์ E-commerce ที่ช่วยได้มากกว่าการทำหน้าเว็บ Zairosoft พร้อมช่วยวิเคราะห์ วางแผน ออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
เราช่วยดูตั้งแต่โครงสร้างเว็บไซต์ UX/UI ระบบสินค้า ระบบสั่งซื้อ ความเร็วเว็บไซต์ SEO และการต่อยอดระบบในอนาคต เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณไม่ใช่แค่ขายของออนไลน์ได้ แต่ช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน
ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
โทร: 065-389-6356
เว็บไซต์: www.zairosoft.com
Zairosoft – ที่ซึ่งนวัตกรรมมาพบกับความแม่นยำ

